มาทำความรู้จักกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน 
มาทำความรู้จักกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน                                                               พูดถึงกิ้งก่าหลายคนคงนึกถึงกิ้งก่าบ้าน หรือกิ้งก่ารั้วที่ปัจจุบันจับพลัดจับผลูไปติดพรบ. สัตว์ป่าคุ้มครองของไทยไปซะแล้ว เพราะกิ้งก่าในบ้านเรามีหน้าตาดูละม้ายไปทางนั้น ทำให้เรามองกิ้งก่าที่มาจากประเทศอื่นเป็นคนละประเภทไป แต่กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนน ี้ก็เป็นกิ้งก่าอีกชนิดที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกิ้งก่าบ้านเราหรือกะปอมในภาษาอีสาน ซึ่งมีสีน้ำตาลซีดๆ แล้วละก็ดูจะแตกต่างกันลิบเลยทีเดียว หน้าตาก็ดูไม่น่าจะเป็นเครือญาติกันได้ ส่วนการเคลื่อนที่นั้นไม่สู้จะปราดเปรียวเหมือนในบ้านเรา ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมันไม่ได้ถูกล่าเพื่อเป็นอาหารอย่างในบ้านเรา เกริ่นมาพอสมควรแล้ว ทีนี้มาลงลึกถึงความเป็นคาร์เมเลี่ยนกันดีกว่า คาร์เมเลี่ยน (Chameoleon) เป็นกิ้งก่าที่มีขนาดตั้งแต่ 8-12 นิ้ว และอย่างที่เกริ่นไปว่ามันเป็นกิ้งก่าที่เคลื่อนที่ช้ามาก เพราะแต่ละก้าวของมันต้องมาจากความมั่นใจ ด้วยสายตาที่ระแวดระวังภัยทุกด้าน ไม่มีเล็บที่แหลมคมสามารถจับมาเล่นได้ และสามารถปรับเปลี่ยนสีลำตัวตามอารมณ์ และอุณหภูมิ โดยจะมีสีเข้มขึ้นเมื่ออากาศร้อน หรือเมื่อตกใจและต่อสู้กันก็จะมีสีเปลี่ยนไป กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีหลากหลายสี เช่น แดง ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม น้ำตาล หรือดำ เป็นต้น           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่ยังคงความเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่ เพราะจะว่าไปมันก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่น้อย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้หลายคนจินตนาการถึงกลุ่มไดโนเสาร์ตัวน้อยๆที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง โดยส่วนใหญ่พบที่ทวีปแอฟริกา ตามหมู่เกาะต่างๆที่มีสภาพป่าโปร่งที่สมบูรณ์และจะอาศัยอยู่บนกิ่งไม้นิ่งๆ ด้วยเท้าที่สามารถเกาะกิ่งก้านของต้นไม้ได้อย่างดี น้อยครั้งที่ จะพบเห็นกิ้งก่าเหล่านี้อาศัยตามพื้นดิน นอกเสียจากจะลงมาวางไข่เพื่อขยายพันธุ์โดยจะใช้เท้าขุดดินลงไปให้ลึกพอสมควรแล้วมันจึงวางไข่ลงไปในนั้น จนสุดท้ายก็กลบปากรูเอาไว้ และกลับขึ้นมาอาศัยอยู่บนต้นไม้ตามเดิม ลักษณะเด่นของคาร์เมเลี่ยน•  ผิวหนัง อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนสามารถเปลี่ยนสีผิวตามอารมณ์นั้นได้ ก็เนื่องมาจากลักษณะพิเศษของชั้นผิวหนัง และเม็ดสี โดยที่เซลล์ผิวหนังที่อยู่ด้านนอกสุดจะเป็นเซลล์ที่มีลักษณะโปร่งแสงปกคลุมเซลล์ผิวหนังชั้นกลางที่มีอยู่ 2 ชั้น โดยชั้นที่ 1 ภายในเซลล์จะประกอบไปด้วยรงควัตถุ สีแดงและสีเหลือง เรียกชั้นนี้ว่า โครมาโตฟอร์ ถัดจากชั้นโครมาโตฟอร์จะเป็นชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นชั้นของเซลล์ที่สามารถสะท้อนสีฟ้าและแสงสีขาวออกมาได้ และผิวหนังชั้นในที่อยู่ลึกลงไปจะเป็นชั้นเมลานิน ประกอบด้วย รงควัตถุสีน้ำตาล ซึ่งในคนชั้นนี้เองที่เป็นตัวทำให้ผิวของคนเรามีความหลากหลายเฉดสี ผิวหนังชั้นนอกเหล่านี้ตอบสนองต่อแสงและความร้อน ส่วนผิวหนังชั้นในจะตอบสนองต่อสารเคมี เป็นสาเหตุทำให้เซลล์มีการหดและขยายตัว อย่างเช่นในภาวะปกติคาร์เมเลี่ยนจะแสดงสีเขียวซึ่งเกิดจาก เซลล์สีเหลืองในชั้นแรกหดตัวเป็นผลให้เซลล์สีฟ้าที่อยู่ชั้นถัดไปถูกสะท้อนออกมาแทน ในขณะที่คาร์เมเลี่ยนโกรธ มันจะแสดงสีเหลือง โดยเซลล์สีเหลืองด้านบนมีการขยายตัว จึงไปบังไม่ให้สีฟ้าสะท้อนออกมาได้นั่นเอง                                                          •  ตา ตาของคาร์เมเลี่ยนมีลักษณะเป็นวงกลมค่อนข้างใหญ่ นูนขึ้นมาและมีขนาดใหญ่ โดยมีเปลือกตาที่ใหญ่และหนาเป็นชั้นๆมาปิดลูกตาทำให้มองเห็นลูกตาขนาดเล็ก ซึ่งมันสามารถมองเห็นได้รอบทิศทางในรัศมีความกว้าง 360 องศา ทั้งสองข้างแบบไม่พร้อมกัน โดยที่ตาด้านหนึ่งมองด้านบน ตาอีกข้างก็สามารถมองด้านหลังเพื่อระวังภัยไปพร้อมกันๆ ซึ่งทดแทนกับการเคลื่อนที่ที่เชื่องช้าของมัน นอกจากนี้ตาของมันยังสามารถบอกสุขภาพของมันได้อีกด้วย ซึ่งกิ้งก่าที่ใกล้ตาย หรือขาดน้ำ ตาจะลึกลงไปมาก หากเราพบเห็นตั้งแต่เนิ่นๆสามารถเสริมน้ำและวิตามินให้มันได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่นานเจ้ากิ้งก่าน้อยคงได้ไปสวรรค์แน่ๆ                                                                                                ลักษณะตาที่ปกติ                               ลักษณะตาที่มีอาการขาดน้ำ•  หาง หางของกิ้งก่าชนิดนี้มีประโยชน์เพื่อการเกาะกิ่งไม้เอาไว้ โดยการม้วนหาง แต่บางครั้งก็มักเห็นมันม้วนหางเอาไว้เฉยโดยไม่เกาะกับอะไรเลย ก็ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวกิ้งก่าได้ด้วยเมื่อเราจับหางมันยืดออกมาพบว่าส่วนหางนี้มีขนาดยาวมากๆ ซึ่งยาวมากกว่าขนาดลำตัวมันเสียอีก บางครั้งมันสามารถใช้หางยึดกิ่งไม้แทนขาได้ เช่นการม้วนหางยึดต้นไม้แล้วห้อยหัวลงมาเพื่อใช้ลิ้นที่ยาวของมันตวัดแมลงเข้าปาก ดูเผินๆแล้วก็เหมือนนักกายกรรมเหมือนกัน                                        •  เท้า คาร์เมเลี่ยนจะใช้หางยึดต้นไม้เพียงบางครั้งเท่านั้นซึ่งหลักๆแล้วมันจำเป็นต้องใช้เท้าเพื่อยึดเกาะ ทำให้มันมีลักษณะเท้าที่เป็นเอกลักษ์ คือดูเผินๆแล้วเหมือนกับเป็นสองง่าม เกาะกิ่งไม้เล็กๆพอดี แต่เมื่อลองสังเกตดูแล้วพบว่า คาร์เมเลี่ยนมีนิ้วเท้าทั้งหมด 5 นิ้ว และมีเล็บทุกนิ้ว เหมือนกับคน แต่ว่านิ้ว 5 นิ้วนั้นจะแยกออกเป็น 2 ง่าม แบ่งเป็น 2 นิ้วและ 3 นิ้วติดกัน ส่วนคนนั้นจะแยกนิ้วเป็น 1 กับ 4 คือ นิ้วโป้งแยกออกมาจากนิ้วที่เหลือใช้หยิบจับสิ่งของ หรือจับกิ่งไม้คล้ายกับคาร์เมเลี่ยน เวลาเดินมันจะให้ง่ามหนีบกิ่งไม้ หรือเวลาที่เกาะนิ่งๆก็ตามที ด้วยนิ้วเท้าลักษณะนี้ทำให้มันสามารถทรงตัวได้ดีบนต้นไม้ มันสามารถเคลื่อนที่จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งได้ด้วยการค่อยๆใช้ง่ามเท้าของมันจับบนกิ่งไม้แต่ละกิ่งอย่างระมัดระวัง แม้ว่าจะเชื่องช้าแต่ก็ดูสง่างาม แต่ถ้าเป็นกิ้งก่าชนิดอื่นจะใช้เล็บจิกกับวัตถุเพื่อดันตัวเองขึ้นไปข้างหน้า                •  ลิ้น ลิ้นของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนนี้จะมีความยาวมาก ยาวๆพอๆกับความยาวลำตัวของมันเลยทีเดียว ไว้สำหรับจับแมลงต่างๆเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งการใช้ลิ้นตวัดออกไปไกลเพื่อจับอาหารอย่างรวดเร็วจะดูขัดกับกิริยาที่เชื่องช้าของมันก็ตามที เพราะแม้ว่าจะช้าแต่ธรรมชาติก็สร้างสิ่งทดแทนสำหรับมันเพื่อให้มันหาอาหารได้ง่ายขึ้น ที่บริเวณปลายลิ้นยังจะมีสารเหนียวไว้คอยจับแมลง และมีลักษณะคล้ายท่อกลมที่ปลายลิ้น ไว้จับแมลงแล้วดึงเข้าปากและกลืนแมลงเข้าปากโดยเร็ว          นี่คือลักษณะเด่นที่ทำให้คาร์เมเลี่ยนถูกแยกออกมาจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆ และเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกออกไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ ในส่วนนี้นอกจากจะน่าทึ่งแล้ว ยังเป็นจุดขายที่ผู้เลี้ยงให้ความสนใจ และอดไม่ได้ที่จะหามาไว้ในบ้าน แต่การเลี้ยงกิ้งก่าชนิดนี้ก็เป็นเรื่องต้องการการเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะในการเลี้ยงเราจะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไปไม่ได้เลย สิ่งจำเป็นคือจัดการกับความต้องการที่เป็นปัจจัยหลักของคาร์เมเลี่ยนให้ได้ และการเลี้ยงก็จะไม่ยากอย่างที่คิด วิธีการเลี้ยง            กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศทั้งแอฟริกา เกาะต่างๆ อินเดีย หรือตะวันออกกลาง ทำให้บางครั้งการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ้านเราค่อนข้างลำบาก บางชนิดที่อุณหภูมิไม่แตกต่างมากนักก็ปรับได้ไม่ยาก ตรงข้ามกับบางชนิด ที่มาจากภูมิอากาศเย็นจัด ก็จะปรับตัวไม่ได้ในสภาพอากาศปกติก็จะตายไป การเลี้ยงจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ โดยทั่วๆไปกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะชอบอุณหภูมิประมาณ 20-28 องศาเซลเซียส กิ้งก่าที่เลี้ยงง่ายหน่อยก็จะเป็นพวก แพนเทอร์และ เวลล์ ที่ไม่ต้องการอุณหภูมิต่ำมากนัก ส่วนที่เลี้ยงในอุณหภูมิเย็นหน่อยก็พวก แจ็คสัน พาโซนี่ คาร์เพท ซึ่งต้องการอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ความชื้นก็มีส่วนสำคัญ เพราะกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนแต่ละตัวต้องการความชื้นไม่เท่ากัน กล่าวคร่าวๆคือ เวลล์และแพนเทอร์ต้องการความชื้น 80% ส่วนชนิดอื่นๆประมาณ 50-90% ซึ่งหากกิ้งก่าต้องการความชื้นไม่มากผู้เลี้ยงนิยมใช้การสเปรย์น้ำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น แต่ถ้าต้องการความชื้นสูง การสเปรย์น้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับมัน จึงต้องมีการติดตั้งระบบน้ำภายในตู้ให้มีการหยดน้ำ หรือสเปรย์น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในตู้แล้วยังเป็นการให้น้ำกับกิ้งก่าของเราด้วย เพราะกิ้งก่าเหล่านี้จะไม่สามารถกินน้ำในภาชนะได้ มันกินน้ำได้จากหยดน้ำที่เกาะตามยอดหญ้า ใบไม้ ต้นไม้เท่านั้น ซึ่งถ้าคาร์เมเลี่ยนขาดน้ำก็จะตาย         สถานที่เลี้ยงก็มีความสำคัญ กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะอาศัยตามต้นไม้กิ่งไม้ เราจึงควรจัดสถานที่เลี้ยงให้เข้ากับระบบนิเวศน์ของมันโดยในกรงควรจัดหาต้นไม้ที่ค่อนข้างมีกิ่งไม้พอควรแต่ไม่ต้องมีใบมากนัก มาจัดเป็นสวนและพื้นกรงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกทำเป็นบ่อน้ำ ( ส่วนนี้อาจมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่ผู้เลี้ยง ซึ่งการมีบ่อน้ำไว้สำหรับเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ภายในตู้หรือบางครั้งอาจเป็นแหล่งน้ำสำหรับกิ้งก่าแต่น้อยมาก ซึ่งผู้เลี้ยงบางท่านดัดแปลงโดยการนำมอสมาคลุมช่วยเพิ่มความชื้นได้ดีเช่นกัน ) ส่วนที่ 2 ควรเป็นพื้นดินร่วนไว้สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด หรือไว้สำหรับให้ตัวเมียสามารถลงมาวางไข่ได้ กรงที่เลี้ยงต้องมีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเท กรณีที่เลี้ยงไว้นอกบ้านต้องสามารถกันยุง มด แมลงต่างๆที่มารบกวน รวมทั้งหนูได้ด้วย           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่มีการสร้างอาณาเขตของตนเอง ดังนั้นมันจึงต้องการสถานที่เลี้ยงที่มีบริเวณกว้างพอสมควร และต้องไม่สามารถมองเห็นตัวอื่นได้ นิยมเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือเป็นคู่ ในกรณีต้องการเพาะพันธุ์ กรงเลี้ยงที่ดีควรมีขนาดอย่างน้อย 24 นิ้ว หรือ 48 นิ้ว โดยกรงควรจะมีทั้งความสูงและความกว้าง ตู้ที่ใช้เลี้ยงก็ทำจากวัสดุหลายประเภท ทั้งมุ้งลวดหรือกระจก การเลี้ยงในตู้กระจกมักจะใช้เลี้ยงคาร์เมเลี่ยนก่อนวัยเจริญพันธุ์ แต่ไม่สามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้มีโอกาสเกิดความเครียดเป็นผลให้กิ้งก่าป่วยได้ อย่างเช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นตู้กระจกจึงไม่เหมาะกับการเลี้ยงในระยะยาว เนื่องจากจะเป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย ส่วนกรงมุ้งลวดนั้นนิยมใช้กันมาก เนื่องจากระบายอากาศได้ดี เคลื่อนย้ายได้ง่าย แต่ไม่สามารถกันฝนได้ ในกรณีที่เลี้ยงนอกบ้าน           ส่วนอีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือ แสง กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการแสง UV ในการดำรงชีวิต และ และในกรงที่เลี้ยงด้านบนควรมีหลอดไฟ เพราะกิ้งก่ามักขึ้นมาอาบแดดในช่วงกลางวัน และต้องมีบริเวณให้อาบแดด ควรอยู่ด้านบนสุดของที่เลี้ยงซึ่งบริเวณที่อาบแดดควรมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30 แต่ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส นิยมใช้หลอดไฟ 60 วัตต์           นี่คงพอจะทำให้พอทราบข้อมูลของเจ้ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนและวิธีการเลี้ยงโดยคร่าวๆแล้วนะครับ ส่วนรายละเอียดลึกกว่านี้นั้น คงต้องขอให้คอยติดตามกันไป ในโอกาสหน้าคงได้มานำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจอีก ซึ่งบทความนี้ก็หวังให้การเลี้ยงคาร์เมเลี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่น และอยากให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้เลี้ยงในการหาข้อมูลเพื่อท่านและสัตว์เลี้ยงของท่านครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.siamreptile.com


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s