มาทำความรู้กับกิ้งก่าคาร์เมเลียน

มาทำความรู้จักกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน 
มาทำความรู้จักกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน                                                               พูดถึงกิ้งก่าหลายคนคงนึกถึงกิ้งก่าบ้าน หรือกิ้งก่ารั้วที่ปัจจุบันจับพลัดจับผลูไปติดพรบ. สัตว์ป่าคุ้มครองของไทยไปซะแล้ว เพราะกิ้งก่าในบ้านเรามีหน้าตาดูละม้ายไปทางนั้น ทำให้เรามองกิ้งก่าที่มาจากประเทศอื่นเป็นคนละประเภทไป แต่กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนน ี้ก็เป็นกิ้งก่าอีกชนิดที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกิ้งก่าบ้านเราหรือกะปอมในภาษาอีสาน ซึ่งมีสีน้ำตาลซีดๆ แล้วละก็ดูจะแตกต่างกันลิบเลยทีเดียว หน้าตาก็ดูไม่น่าจะเป็นเครือญาติกันได้ ส่วนการเคลื่อนที่นั้นไม่สู้จะปราดเปรียวเหมือนในบ้านเรา ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมันไม่ได้ถูกล่าเพื่อเป็นอาหารอย่างในบ้านเรา เกริ่นมาพอสมควรแล้ว ทีนี้มาลงลึกถึงความเป็นคาร์เมเลี่ยนกันดีกว่า คาร์เมเลี่ยน (Chameoleon) เป็นกิ้งก่าที่มีขนาดตั้งแต่ 8-12 นิ้ว และอย่างที่เกริ่นไปว่ามันเป็นกิ้งก่าที่เคลื่อนที่ช้ามาก เพราะแต่ละก้าวของมันต้องมาจากความมั่นใจ ด้วยสายตาที่ระแวดระวังภัยทุกด้าน ไม่มีเล็บที่แหลมคมสามารถจับมาเล่นได้ และสามารถปรับเปลี่ยนสีลำตัวตามอารมณ์ และอุณหภูมิ โดยจะมีสีเข้มขึ้นเมื่ออากาศร้อน หรือเมื่อตกใจและต่อสู้กันก็จะมีสีเปลี่ยนไป กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีหลากหลายสี เช่น แดง ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม น้ำตาล หรือดำ เป็นต้น           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่ยังคงความเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่ เพราะจะว่าไปมันก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่น้อย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้หลายคนจินตนาการถึงกลุ่มไดโนเสาร์ตัวน้อยๆที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง โดยส่วนใหญ่พบที่ทวีปแอฟริกา ตามหมู่เกาะต่างๆที่มีสภาพป่าโปร่งที่สมบูรณ์และจะอาศัยอยู่บนกิ่งไม้นิ่งๆ ด้วยเท้าที่สามารถเกาะกิ่งก้านของต้นไม้ได้อย่างดี น้อยครั้งที่ จะพบเห็นกิ้งก่าเหล่านี้อาศัยตามพื้นดิน นอกเสียจากจะลงมาวางไข่เพื่อขยายพันธุ์โดยจะใช้เท้าขุดดินลงไปให้ลึกพอสมควรแล้วมันจึงวางไข่ลงไปในนั้น จนสุดท้ายก็กลบปากรูเอาไว้ และกลับขึ้นมาอาศัยอยู่บนต้นไม้ตามเดิม ลักษณะเด่นของคาร์เมเลี่ยน•  ผิวหนัง อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนสามารถเปลี่ยนสีผิวตามอารมณ์นั้นได้ ก็เนื่องมาจากลักษณะพิเศษของชั้นผิวหนัง และเม็ดสี โดยที่เซลล์ผิวหนังที่อยู่ด้านนอกสุดจะเป็นเซลล์ที่มีลักษณะโปร่งแสงปกคลุมเซลล์ผิวหนังชั้นกลางที่มีอยู่ 2 ชั้น โดยชั้นที่ 1 ภายในเซลล์จะประกอบไปด้วยรงควัตถุ สีแดงและสีเหลือง เรียกชั้นนี้ว่า โครมาโตฟอร์ ถัดจากชั้นโครมาโตฟอร์จะเป็นชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นชั้นของเซลล์ที่สามารถสะท้อนสีฟ้าและแสงสีขาวออกมาได้ และผิวหนังชั้นในที่อยู่ลึกลงไปจะเป็นชั้นเมลานิน ประกอบด้วย รงควัตถุสีน้ำตาล ซึ่งในคนชั้นนี้เองที่เป็นตัวทำให้ผิวของคนเรามีความหลากหลายเฉดสี ผิวหนังชั้นนอกเหล่านี้ตอบสนองต่อแสงและความร้อน ส่วนผิวหนังชั้นในจะตอบสนองต่อสารเคมี เป็นสาเหตุทำให้เซลล์มีการหดและขยายตัว อย่างเช่นในภาวะปกติคาร์เมเลี่ยนจะแสดงสีเขียวซึ่งเกิดจาก เซลล์สีเหลืองในชั้นแรกหดตัวเป็นผลให้เซลล์สีฟ้าที่อยู่ชั้นถัดไปถูกสะท้อนออกมาแทน ในขณะที่คาร์เมเลี่ยนโกรธ มันจะแสดงสีเหลือง โดยเซลล์สีเหลืองด้านบนมีการขยายตัว จึงไปบังไม่ให้สีฟ้าสะท้อนออกมาได้นั่นเอง                                                          •  ตา ตาของคาร์เมเลี่ยนมีลักษณะเป็นวงกลมค่อนข้างใหญ่ นูนขึ้นมาและมีขนาดใหญ่ โดยมีเปลือกตาที่ใหญ่และหนาเป็นชั้นๆมาปิดลูกตาทำให้มองเห็นลูกตาขนาดเล็ก ซึ่งมันสามารถมองเห็นได้รอบทิศทางในรัศมีความกว้าง 360 องศา ทั้งสองข้างแบบไม่พร้อมกัน โดยที่ตาด้านหนึ่งมองด้านบน ตาอีกข้างก็สามารถมองด้านหลังเพื่อระวังภัยไปพร้อมกันๆ ซึ่งทดแทนกับการเคลื่อนที่ที่เชื่องช้าของมัน นอกจากนี้ตาของมันยังสามารถบอกสุขภาพของมันได้อีกด้วย ซึ่งกิ้งก่าที่ใกล้ตาย หรือขาดน้ำ ตาจะลึกลงไปมาก หากเราพบเห็นตั้งแต่เนิ่นๆสามารถเสริมน้ำและวิตามินให้มันได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่นานเจ้ากิ้งก่าน้อยคงได้ไปสวรรค์แน่ๆ                                                                                                ลักษณะตาที่ปกติ                               ลักษณะตาที่มีอาการขาดน้ำ•  หาง หางของกิ้งก่าชนิดนี้มีประโยชน์เพื่อการเกาะกิ่งไม้เอาไว้ โดยการม้วนหาง แต่บางครั้งก็มักเห็นมันม้วนหางเอาไว้เฉยโดยไม่เกาะกับอะไรเลย ก็ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวกิ้งก่าได้ด้วยเมื่อเราจับหางมันยืดออกมาพบว่าส่วนหางนี้มีขนาดยาวมากๆ ซึ่งยาวมากกว่าขนาดลำตัวมันเสียอีก บางครั้งมันสามารถใช้หางยึดกิ่งไม้แทนขาได้ เช่นการม้วนหางยึดต้นไม้แล้วห้อยหัวลงมาเพื่อใช้ลิ้นที่ยาวของมันตวัดแมลงเข้าปาก ดูเผินๆแล้วก็เหมือนนักกายกรรมเหมือนกัน                                        •  เท้า คาร์เมเลี่ยนจะใช้หางยึดต้นไม้เพียงบางครั้งเท่านั้นซึ่งหลักๆแล้วมันจำเป็นต้องใช้เท้าเพื่อยึดเกาะ ทำให้มันมีลักษณะเท้าที่เป็นเอกลักษ์ คือดูเผินๆแล้วเหมือนกับเป็นสองง่าม เกาะกิ่งไม้เล็กๆพอดี แต่เมื่อลองสังเกตดูแล้วพบว่า คาร์เมเลี่ยนมีนิ้วเท้าทั้งหมด 5 นิ้ว และมีเล็บทุกนิ้ว เหมือนกับคน แต่ว่านิ้ว 5 นิ้วนั้นจะแยกออกเป็น 2 ง่าม แบ่งเป็น 2 นิ้วและ 3 นิ้วติดกัน ส่วนคนนั้นจะแยกนิ้วเป็น 1 กับ 4 คือ นิ้วโป้งแยกออกมาจากนิ้วที่เหลือใช้หยิบจับสิ่งของ หรือจับกิ่งไม้คล้ายกับคาร์เมเลี่ยน เวลาเดินมันจะให้ง่ามหนีบกิ่งไม้ หรือเวลาที่เกาะนิ่งๆก็ตามที ด้วยนิ้วเท้าลักษณะนี้ทำให้มันสามารถทรงตัวได้ดีบนต้นไม้ มันสามารถเคลื่อนที่จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งได้ด้วยการค่อยๆใช้ง่ามเท้าของมันจับบนกิ่งไม้แต่ละกิ่งอย่างระมัดระวัง แม้ว่าจะเชื่องช้าแต่ก็ดูสง่างาม แต่ถ้าเป็นกิ้งก่าชนิดอื่นจะใช้เล็บจิกกับวัตถุเพื่อดันตัวเองขึ้นไปข้างหน้า                •  ลิ้น ลิ้นของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนนี้จะมีความยาวมาก ยาวๆพอๆกับความยาวลำตัวของมันเลยทีเดียว ไว้สำหรับจับแมลงต่างๆเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งการใช้ลิ้นตวัดออกไปไกลเพื่อจับอาหารอย่างรวดเร็วจะดูขัดกับกิริยาที่เชื่องช้าของมันก็ตามที เพราะแม้ว่าจะช้าแต่ธรรมชาติก็สร้างสิ่งทดแทนสำหรับมันเพื่อให้มันหาอาหารได้ง่ายขึ้น ที่บริเวณปลายลิ้นยังจะมีสารเหนียวไว้คอยจับแมลง และมีลักษณะคล้ายท่อกลมที่ปลายลิ้น ไว้จับแมลงแล้วดึงเข้าปากและกลืนแมลงเข้าปากโดยเร็ว          นี่คือลักษณะเด่นที่ทำให้คาร์เมเลี่ยนถูกแยกออกมาจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆ และเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกออกไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ ในส่วนนี้นอกจากจะน่าทึ่งแล้ว ยังเป็นจุดขายที่ผู้เลี้ยงให้ความสนใจ และอดไม่ได้ที่จะหามาไว้ในบ้าน แต่การเลี้ยงกิ้งก่าชนิดนี้ก็เป็นเรื่องต้องการการเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะในการเลี้ยงเราจะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไปไม่ได้เลย สิ่งจำเป็นคือจัดการกับความต้องการที่เป็นปัจจัยหลักของคาร์เมเลี่ยนให้ได้ และการเลี้ยงก็จะไม่ยากอย่างที่คิด วิธีการเลี้ยง            กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศทั้งแอฟริกา เกาะต่างๆ อินเดีย หรือตะวันออกกลาง ทำให้บางครั้งการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ้านเราค่อนข้างลำบาก บางชนิดที่อุณหภูมิไม่แตกต่างมากนักก็ปรับได้ไม่ยาก ตรงข้ามกับบางชนิด ที่มาจากภูมิอากาศเย็นจัด ก็จะปรับตัวไม่ได้ในสภาพอากาศปกติก็จะตายไป การเลี้ยงจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ โดยทั่วๆไปกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะชอบอุณหภูมิประมาณ 20-28 องศาเซลเซียส กิ้งก่าที่เลี้ยงง่ายหน่อยก็จะเป็นพวก แพนเทอร์และ เวลล์ ที่ไม่ต้องการอุณหภูมิต่ำมากนัก ส่วนที่เลี้ยงในอุณหภูมิเย็นหน่อยก็พวก แจ็คสัน พาโซนี่ คาร์เพท ซึ่งต้องการอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ความชื้นก็มีส่วนสำคัญ เพราะกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนแต่ละตัวต้องการความชื้นไม่เท่ากัน กล่าวคร่าวๆคือ เวลล์และแพนเทอร์ต้องการความชื้น 80% ส่วนชนิดอื่นๆประมาณ 50-90% ซึ่งหากกิ้งก่าต้องการความชื้นไม่มากผู้เลี้ยงนิยมใช้การสเปรย์น้ำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น แต่ถ้าต้องการความชื้นสูง การสเปรย์น้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับมัน จึงต้องมีการติดตั้งระบบน้ำภายในตู้ให้มีการหยดน้ำ หรือสเปรย์น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในตู้แล้วยังเป็นการให้น้ำกับกิ้งก่าของเราด้วย เพราะกิ้งก่าเหล่านี้จะไม่สามารถกินน้ำในภาชนะได้ มันกินน้ำได้จากหยดน้ำที่เกาะตามยอดหญ้า ใบไม้ ต้นไม้เท่านั้น ซึ่งถ้าคาร์เมเลี่ยนขาดน้ำก็จะตาย         สถานที่เลี้ยงก็มีความสำคัญ กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะอาศัยตามต้นไม้กิ่งไม้ เราจึงควรจัดสถานที่เลี้ยงให้เข้ากับระบบนิเวศน์ของมันโดยในกรงควรจัดหาต้นไม้ที่ค่อนข้างมีกิ่งไม้พอควรแต่ไม่ต้องมีใบมากนัก มาจัดเป็นสวนและพื้นกรงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกทำเป็นบ่อน้ำ ( ส่วนนี้อาจมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่ผู้เลี้ยง ซึ่งการมีบ่อน้ำไว้สำหรับเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ภายในตู้หรือบางครั้งอาจเป็นแหล่งน้ำสำหรับกิ้งก่าแต่น้อยมาก ซึ่งผู้เลี้ยงบางท่านดัดแปลงโดยการนำมอสมาคลุมช่วยเพิ่มความชื้นได้ดีเช่นกัน ) ส่วนที่ 2 ควรเป็นพื้นดินร่วนไว้สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด หรือไว้สำหรับให้ตัวเมียสามารถลงมาวางไข่ได้ กรงที่เลี้ยงต้องมีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเท กรณีที่เลี้ยงไว้นอกบ้านต้องสามารถกันยุง มด แมลงต่างๆที่มารบกวน รวมทั้งหนูได้ด้วย           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่มีการสร้างอาณาเขตของตนเอง ดังนั้นมันจึงต้องการสถานที่เลี้ยงที่มีบริเวณกว้างพอสมควร และต้องไม่สามารถมองเห็นตัวอื่นได้ นิยมเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือเป็นคู่ ในกรณีต้องการเพาะพันธุ์ กรงเลี้ยงที่ดีควรมีขนาดอย่างน้อย 24 นิ้ว หรือ 48 นิ้ว โดยกรงควรจะมีทั้งความสูงและความกว้าง ตู้ที่ใช้เลี้ยงก็ทำจากวัสดุหลายประเภท ทั้งมุ้งลวดหรือกระจก การเลี้ยงในตู้กระจกมักจะใช้เลี้ยงคาร์เมเลี่ยนก่อนวัยเจริญพันธุ์ แต่ไม่สามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้มีโอกาสเกิดความเครียดเป็นผลให้กิ้งก่าป่วยได้ อย่างเช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นตู้กระจกจึงไม่เหมาะกับการเลี้ยงในระยะยาว เนื่องจากจะเป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย ส่วนกรงมุ้งลวดนั้นนิยมใช้กันมาก เนื่องจากระบายอากาศได้ดี เคลื่อนย้ายได้ง่าย แต่ไม่สามารถกันฝนได้ ในกรณีที่เลี้ยงนอกบ้าน           ส่วนอีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือ แสง กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการแสง UV ในการดำรงชีวิต และ และในกรงที่เลี้ยงด้านบนควรมีหลอดไฟ เพราะกิ้งก่ามักขึ้นมาอาบแดดในช่วงกลางวัน และต้องมีบริเวณให้อาบแดด ควรอยู่ด้านบนสุดของที่เลี้ยงซึ่งบริเวณที่อาบแดดควรมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30 แต่ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส นิยมใช้หลอดไฟ 60 วัตต์           นี่คงพอจะทำให้พอทราบข้อมูลของเจ้ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนและวิธีการเลี้ยงโดยคร่าวๆแล้วนะครับ ส่วนรายละเอียดลึกกว่านี้นั้น คงต้องขอให้คอยติดตามกันไป ในโอกาสหน้าคงได้มานำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจอีก ซึ่งบทความนี้ก็หวังให้การเลี้ยงคาร์เมเลี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่น และอยากให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้เลี้ยงในการหาข้อมูลเพื่อท่านและสัตว์เลี้ยงของท่านครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.siamreptile.com


การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลียน

          สำหรับร้าน คาสสิบา ฮัท (Kassiba Hut) ดูเหมือนจะอยู่คู่กับเว็บเรามาตั้งแต่เริ่มทีเดียวนะครับ ซึ่งให้การสนับสนุนกับเว็บเราเรื่อยมา มาครั้งนี้ ทางคุณหนุ่มเจ้าของร้านก็ได้ให้เกียรติกับทางเว็บนำบทความเกี่ยวกับคามิเลี่ยนมาให้เราได้อ่านกัน โดยผู้เขียนก็ไม่ใช่ใครเป็นเจ้าของร้านที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี คุณหนุ่ม นั่นเองซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ขายแล้ว คุณหนุ่มเองยังมีฟาร์มเพาะพันธุ์คาร์เมเลี่ยนของตัวเองอีกด้วย ทำให้มีประสบการณ์ทั้งการเลี้ยงและเพาะพันธุ์เป็นอย่างดี ทั้งจากการศึกษาค้นคว้า และประสบการณ์ที่ได้ประสบกับตัวเองนำมาบอกเล่ากันในวันนี้

การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (The reproduction of Chameleons)

วิธีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Chameleons) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด รูปร่างก็ต่างๆกัน แนวทางการนำเข้าสัตว์จากต่างถิ่นเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งได้รับการอนุญาตจากหน่วยงาน CITES (CITES ย่อมาจาก Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายอนุสัญญาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องการค้าและการจำกัดจำนวนสัตว์ป่าและพืชป่าที่จะออกจากประเทศต้นกำเนิดไปยังประเทศปลายทางที่ต้องการนำเข้าสัตว์ป่าและพืชป่าของกรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน มีหลากหลายชนิดด้วยกันซึ่งแตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา มาดากัสการ์ บางชนิดอาศัยอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง และบางชนิดอาศัยอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศอินเดีย กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะพบได้ที่ทะเลทราย ป่าดิบชื้น และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ การที่กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนอาศัยอยู่ในพื้นที่หรือลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกันไปนั้น เนื่องจากกิ้งก่าชนิดนี้มีลักษณะพิเศษเด่นในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านสัณฐานและลักษณะกายวิภาคที่แตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆทั่วไป ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสำรวจว่าตัวมันเองต้องการและชอบอาศัยอยู่อย่างไร อาทิเช่น กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนขนาดเล็ก ได้แก่ Genii Chameleo, Bradypodion และ Brookesia ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนประเภทนี้จะขึ้นบัญชีสัตว์ป่าประเภทสอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสนธิสัญญา CITES และมี Brookesia permata จัดอยู่บัญชีสัตว์ป่าประเภทหนึ่ง (Appendix I ) ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนชนิดนี้ไม่สามารถจำหน่ายได้

เทคนิคการเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Techniques induction breeding in chameleonids)

กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีหลากหลายชนิดที่สามารถเพาะพันธุ์ในประเทศไทยได้ และมีแนวโน้มของความต้องการของลูกค้าต่างชาติสูง และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนหลายชนิดที่ชอบอากาศเย็น และมีโรงเรือนระบบปิดหรือในร่ม (Indoor) และมีการควบคุมอุณหภูมิความชื้น การถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งให้สอดคล้องกับความต้องการของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนตามหลักวิชาการ การจัดการฟาร์มตัวอย่างของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนที่เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศในประเทศไทย ได้แก่กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเวลล์ (Chameleo calyptratus), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนแพนเทอร์ (Chameleo padalis), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมิลเลอร์ (Chameleo melleri), กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนคาร์เพท (Chameleo lateralis) และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนอุสตาเลท (Chameleo oustaleti) และพันธุ์ อื่นๆที่สามารถทนสภาวะแวดล้อมเมืองไทยได้

การวางไข่ของคาร์เมเลี่ยน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นไข่ ( egg layers ) ซึ่งหลังจากวางไข่แล้วจะใช้ระยะเวลาหนึ่ง ไข่จึงจะฟักเป็นตัว เช่น เวลล์ แพนเทอร์ คาร์เพท
2. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นตัว ( life born )

วิธีการสังเกตว่าคาร์เมเลี่ยนสามารถเพาะพันธุ์ได้

1. การแสดงออกของการเป็นสัด ซึ่งสังเกตจากตัวผู้จะมีพฤติกรรมผงกหัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย ส่วนตัวเมียจะมีอาการอยู่นิ่ง
พร้อมที่จะให้ตัวผู้เข้าผสมพันธุ์
2. ตัวผู้จะเข้าผสมพันธุ์กับตัวเมีย (mating periods)
3. ตัวเมียหลังถูกตัวผู้ผสมพันธุ์ แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นของลำตัวและตั้งท้องจนออกไข่ หรือกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนบางชนิดจะออกลูกเป็น
ตัวตามสายพันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยมีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้

– พ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี ไม่มีอาการขาดน้ำ
– แม่พันธุ์จำเป็นอบย่างยิ่งที่จะต้องมีการสะสมไขมันในร่างกายและสุขภาพแข็งแรง
– ควรเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่พิการ
– พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีอาการบาดเจ็บ หรือเป็นพาหะนำโรค
– พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีพยาธิต่างๆ โดยสังเกตจากมูลที่ถ่ายออกมาหรือทำการตรวจหาพยาธิในเลือด (Blood check) เพื่อตรวจหาปรสิตบางตัว
เช่น Microfilarids, Hematozoans หรือการตรวจสมดุลย์ของสารอินทรีย์ในร่างกาย เช่น การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว


การดูแลพ่อแม่พันธุ์

หลังจากที่มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งจะต้องมีการนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดยพ่อแม่พันธุ์จะต้องมีใบอนุญาตนำออกของประเทศต้นทางและใบนำเข้าของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานอนุสัญญา CITES ในประเทศไทย ลูกที่เพาะพันธุ์ได้ต้องทำการขึ้นทะเบียนแจ้งจำนวนเพิ่มและทำเครื่องหมายของลูกกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต่อไป ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามานี้จำเป็นต้องมีการดูแลในเรื่องสุขภาพก่อนที่จะทำการเพาะพันธุ์ ปัญหาที่ควรทำการรักษาและดูแลอย่างยิ่งคือ เรื่องปรสิต ควรทำการกำจัดพยาธิหรือปรสิตอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ โดยให้สัตวแพทย์ทำการรักษา ซึ่งในการักษาสามารถหาซื้อยาได้ทั่วไปตามโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆซึ่งมีราคาถูก มีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิและปรสิตต่างๆ และจะมีผลกระทบข้างเคียงกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนน้อยมาก สำหรับอาการป่วยของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสังเกตได้จากจะมีตุ่มตามตัว ควรดูแลตัวเขาไม่ให้เปียกตลอดเวลา ให้ถูกแสงแดดมากขึ้น ให้ Antibiotic cream ทุกเช้าจนกว่าผิวหนังจะเปลี่ยนและหายไปเอง และบางครั้งคาร์เมเลี่ยนอาจมีอาการป่วยจากการขาดน้ำ เราสารมารถสังเกตได้โดยดูที่ท้องมักจะลึกลงไป ตาลึก เราควรให้น้ำมากขึ้น ในส่วนสัตว์อื่นที่มาใหม่เราจะให้ยาถ่ายพยาธิหรือบางกรณีก็จะมีการผ่าตัดเอาพยาธิออกด้วยเช่นกัน

การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Husbandry of Chameleons)

การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน เราสามารถแบ่งทำการเพาะเลี้ยงได้ออกเป็น 2 ระบบ คือระบบเปิด (outdoor cages system) โดยเลี้ยงในโรงเรือนเปิด ซึ่งควรเลือกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศที่ใช้เลี้ยง ระบบที่สองเลี้ยงในระบบปิด (indoor cages system) โดยจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน พันธุ์ที่ต้องการลักษณะภูมิอากาศพิเศษ เช่น เย็นชื้น ซึ่งการเลี้ยงด้วยระบบนี้จะต้องมีการควบคุมในเรื่องของความชื้น อุณหภูมิและการถ่ายเทของอากาศภายในโรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยง

1. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนระบบเปิด (outdoor encloser) โรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยงคาร์เมเลี่ยนแบบนี้จะต้องมีโครงสร้างแข็งแรง ทนทาน เลี้ยงนอกบ้านหรือกลางแจ้งโดยมีต้นไม้อยู่ด้านในกรงเพื่อเป็นที่อยู่ของคาร์เมเลี่ยน สิ่งที่สำคัญของโรงเรือนคือ ต้องแข็งแรง มิดชิด ป้องกันการเข้ามาของสัตว์อื่นๆที่จะมาทำอันตรายให้กับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ เช่น งู หนู นก แมว สุนัข เป็นต้น ด้านโครงสร้างของโรงเรือนควรเป็นเหล็กขนาดใหญ่ และมีตาข่ายป้องกันยุงและแมลงต่างๆ มีแผ่นพลาสติกคลุมด้านบนของโรงเรือนเพื่อป้องกันฝนตก หรือเพื่อควบคุมความชื้นภายในกรง ต้นไม้ควรเลือกที่มีใบมากๆจะสามารถรับหยดน้ำที่สเปรย์ให้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนดื่มน้ำได้เป็นอย่างดี เช่น ต้นโมกข์ ต้นแก้ว

2. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเลี้ยงในระบบปิด (indoor encloser) เราจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนในห้องที่ร่ม สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีหลอดไฟ metal halides ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้จะมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) และรังสีอินฟาเรด (IR) นอกจากนี้จะมีระบบการสเปรย์น้ำ (misting system) และระบบทำความชื้น (humidifying system) ซึ่งควรใช้ระบบน้ำวน (osmosis water system) นอกจากนี้ควรใช้เครื่องปรับอากาศ (air conditioning unit) เพื่อควบคุมอุณหภูมิซึ่งโรงเรือนที่เลี้ยงอาจมีการย่อยหลายๆโรงก็ได้ เพื่อแยกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

การดูแลพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนก่อนที่จะนำมาเพาะพันธุ์
(Preparing the chameleons for breeding)

1. พื้นที่ในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนควรมีขนาดใหญ่และกว้างขวางพอเท่าที่จะทำได้
2. การควบคุมอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมแตกต่างกันไป
3. อาหารและน้ำควรเตรียมอาหารที่หลากหลายส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกแมลงบางชนิดอาจให้อาหารจำพวกลูกหนู ลูกนกได้ถ้าเป็นกิ้งก่า
คาร์เมเลี่ยนชนิดที่มีขนาดใหญ่
4. ตัวเมียที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี มีภาวะการเจริญเต็มวัย (sexual maturity) อย่างสมบูรณ์ตัวผู้ที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ บางชนิดตอนกลางคืนจะต้องมีการลดอุณหภูมิเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน สิ่งที่เกิดพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมีย
หลักการให้อาหารพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

กิ้งก่าเพศเมียจะผลิตฮอร์โมนเพสเมีย เอสโตรเจน โดยอาศัยพลังงานและสารอาหารต่างๆ เพื่อที่จะไปช่วยผลิตไข่และเกิดการตกไข่ในเพศเมีย สารอาหารที่จำเป็นในระบบสืบพันธุ์เพสเมีย ได้แก่ โปรตีน ซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโนชนิดต่างๆ นอกจากนี้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนยังต้องการกรดไขมัน และสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ สารอาหารต่างๆเหล่านี้จะไปเลี้ยงให้กับตัวอ่อนของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งอาจจะไปสะสมในไข่แดง สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นไข่ หรือสารอาหารต่างๆเหล่านี้ผ่านไปยังตัวอ่อนของ  กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนทางรก (placentas) สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นตัว

ประเภทอาหารทีมีคุณค่าทางโภชนการสูงสำหรับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่กินเนื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะกินแมลงเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ยังกินสัตว์น้ำเล็กๆ เช่น หอย, กิ้งก่าตัวเล็ก, ลูกนกฅ ลูกหนู นิยมเลี้ยงด้วยจิ้งหรีด นอกจากนี้แมลงและหนอนชนิดต่างๆ สามารถเป็นอาหารของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ ซึ่งหาได้ทั่วไป ได้แก่
– หนอนไหม (Silkworms)
– หนอนยักษ์ (Giant mealworms)
– แมลงวันบ้าน (House flies
– แมลงหวี่ ( Fruit flies)
– หนอนรังผึ้ง (Wax worms)
กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการโปรตีนในการเลี้ยงตัวอ่อน และช่วยในการสร้างไข่ ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการสารอาหารปริมาณที่เหมาะสม ส่วนในเพศผู้ต้องการโปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างน้ำเชื้อ

สุดท้ายอยากฝากถึงผู้เลี้ยงทุกท่านนะครับว่าการเลี้ยงคาร์เมเลี่ยนนั้นควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพราะว่ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่มีความทนทานน้อยกว่าสัตว์เลื้อยคลานประเภทอื่นๆ ซึ่งผมหวังว่าบทความเหล่านี้คงจะพอเป็นแนวทางให้ท่านที่ต้องการเพาะพันธุ์หรือ ต้องการศึกษาข้อมูลได้บ้าง หรือมีข้อสงสัยอะไรที่ผมไม่อาจบรรยายในนี้ได้หมด ขอเชิญเข้ามาปรึกษาที่ร้านได้ตลอดเลยนะครับ

ที่มา  http://www.farmthaionline.com/Article.aspx?Article=%A1%D2%C3%E0%BE%D2%D0%BE%D1%B9%B8%D8%EC%A1%D4%E9%A7%A1%E8%D2%A4%D2%C3%EC%E0%C1%E0%C5%D5%E8%C2%B9&ATID=13&AID=143

กิ้งก่าบิน

กิ้งก่าบิน

กิ้งก่าบินที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้คือกิ้งก่าขนาดเล็กที่สามารถร่อนไปมาระหว่างต้นไม้ได้โดยใช้ปีกที่รูปร่างเหมือนผิวหนังทบซ้อนๆกัน กิ้งก่าบินสามารถโตได้ถึง 17.5ซม. เเละมันกินเเต่มดเเละเเมลงตัวเล็กๆ ปีกของกิ้งก่าบินนั้นมีสีสดใส, มีรวดลายเป็นลายจุดกับลายขวาง เเละถูกค้ำจุนโดยซี่โครง 5-7ซี่ที่งอกออกมาจากร่างกาย ซึ่งทำให้มันสามารถร่อนได้ไกลถึง 9เมตร กิ้งก่าบินสามารถหุปปีกของมันได้เมื่อต้องการจะทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบเจอ

กิ้งก่าแผงคอ

2) กิ้งก่าแผงคอ


กิ้งก่าเเผงคอเป็นกิ้งก่าขนาดเล็กที่พบได้ในป่าของออสเตรเลียเหนือ เเละเหมือนที่ชื่อบอก กิ้งก่าเเผงคอนี้สามารถกางเเผงคอที่อยู่รอบหัวเเละคอออกมาได้เหมือนร่มเมื่อตกใจ ถ้าการกางเเผงคอของมันยังไม่ทำให้ศัตรูกลัว เจ้ากิ้งก่าเเผงคอนี้ก็จะยืนบนสองขาหลังจะวิ่งหนีไป ซึ่งบางครั้งมันก็อาจจะทิ้งหางไว้เพื่อดึงดูดความสนใจของนักล่าอีกด้วย

ที่มา  http://writer.dek-d.com/JiPpieZz/story/viewlongc.php?id=687461&chapter=123

กิ้งก่าหนาม


กิ้งก่าหนาม


เมื่อเห็นรูปร่างที่มีหนามเต็มตัวคงคิดว่าพวกมันใช้หนามเพื่อป้องกันตัว แต่นั้นไม่ใช่ทั้งหมดของวิธีป้องกันตัวของพวกมันพวกมีเคล็ดลับสุดยอดซ่อนอยู่อีก

รายละเอียด


  • กิ้งก่าหนาม(Horned lizards) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Phrynosoma” บางครั้งพวกมันถูกเรียกว่า คางคกหนาม หรือ กบหนาม เนื่องจากรูปร่างสั้นกลมเหมือนคางคก
  • หนามตามลำตัว และหลังของพวกมันนั้นพัฒนามาจากเกล็ด มีเฉพาะเขาบนหัวเท่านั้นที่เป็นเขาจริงๆ(กระดูกแข็ง)
  • กิ่งก่าหนามมี 15 สายพันธุ์โดย 8 ใน 15 มีถิ่นที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยกิ้งก่าหนามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในสหรัฐเช่นกัน มีชื่อว่า กิ้งก่าหนามเท็กซัส(Texas horned lizard)
  • พวกมันมีวิธีป้องกันตัวที่หลายหลาย ทั้งสีสันที่เหมือนสภาพแวดล้อมใช้ในการพรางกาย ใช้การวิ่งๆหยุดเพื่อล่อหลอก ถ้าหนีไม่สำเร็จพวกมันอาจจะใช้การโก่งตัวโชว์หนามแหลมตามร่างกาย หรือฝังตัวส่วนล่างของร่างกายในดินให้เหลือแต่ส่วนที่เป็นหนามทำให้ยากต่อการกลืนกิน ใช้เขาบนหัวแทง และสำหรับนักล่าจำพวกหมาโคโยตี้พวกมันยังสามารถฉีดเลือดออกจากตาเลือดนี้มีกลิ่นและรสสุดห่วยเกินกิน


ที่มา   http://wowboom.blogspot.com/2011/10/horned-lizards.html

มังกรโคโมโด

ประวัติ

 ไฟล์:Komodo dragon overview 1.png

มังกรโคโมโด เป็นที่รู้จักครั้งแรกของชาวโลก เมื่อ พันตรีปีเตอร์ อูเวนส์ ทหารชาวดัตช์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสวนพฤกษชาติชวาที่เบาเตนซอร์ก (ปัจจุบัน คือ กรุงจาการ์ตา) ได้ยินเรื่องของมันและสนใจและต้องการข้อมูลของมัน ดังนั้นในปี ค.ศ. 1910 เขาได้ติดต่อไปยังข้าหลวงของเกาะฟลอเรส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะโคโมโด ท่านข้าหลวงซึ่งเป็นนักธรรมชาติวิทยาสมัครเล่นคนหนึ่ง รับปากว่าจะหาข้อมูลมาให้

ต่อมาในปี ค.ศ. 1912 นักบินผู้หนึ่งเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องขณะบินผ่านเกาะโคโมโด จึงต้องนำเครื่องลงฉุกเฉินที่นั่น เครื่องบินเสียหายแต่ตัวนักบินไม่เป็นอะไร ทว่าเมื่อเขาออกมาจากเครื่องก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่ามีสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ หน้าตาเหมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์รายล้อมเครื่องบิน เขารีบวิ่งหนีออกมาทันที และรอดชีวิตออกมาได้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่ชาวยุโรปได้พบกับจระเข้บกในตำนานของชาวพื้นเมือง ในปีเดียวกันท่านข้าหลวงแห่งเกาะฟลอเรสได้ไปที่นั่น และได้รับการยืนยันเรื่องสัตว์ดังกล่าว จากนั้นท่านข้าหลวงได้มีโอกาสยิงสัตว์ดังกล่าวได้ตัวหนึ่ง และส่งหนังยาว 2.20 เมตร ของมันไปให้อูเวนส์ และบอกว่ามันไม่ใช่จระเข้แต่ใกล้เคียงพวกเหี้ยมากกว่า จากนั้นไม่นาน ทางสวนพฤกษชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปยังเกาะโคโมโด และสามารถจับสัตว์ดังกล่าวเป็น ๆ ได้ถึง 4 ตัว มีอยู่ตัวหนึ่งยาวถึง 3 เมตร อูเวนส์ได้เขียนเรื่องของมันลงวารสารวิชาการ และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้มันว่า “วารานัส โคโมโดเอนซิส” (Varanus komodoensis) หมายถึง เหี้ยแห่งโคโมโด แต่ด้วยขนาดอันใหญ่โตของมัน ทำให้ผู้คนเรียกมันว่า มังกรโคโมโด (Komodo Dragon) อย่างที่รู้จักกัน

อุปนิสัยและนิเวศวิทยา

มังกรโคโมโด เป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะบนเกาะโคโมโดและหมู่เกาะใกล้เคียงเท่านั้น โดยไม่พบในที่อื่นใดของโลกอีก มีอุปนิสัยดุร้าย ชอบอยู่เป็นฝูง มังกรโคโมโดเป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร จะวิ่งล่าเหยื่อด้วยการซุ่มจู่โจมกัดเหยื่อด้วยฟันที่คม แต่มันจะวิ่งไล่ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าหากมันจับเหยื่อไม่ได้ มันจะต้องหยุดนิ่งเพื่อชาร์จพลัง สำหรับการวิ่งครั้งใหม่ มังกรโคโมโดเป็นสัตว์ไม่มีพิษแต่ก็เสมือนว่ามีพิษ เนื่องจากในน้ำลายของมันมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มากกว่าถึง 50 ชนิด เหยื่อที่ถูกกัดจะเกิดอาการโลหิตเป็นพิษ และจะถึงแก่ความตายในเวลาไม่เกิน 3 วัน ซึ่งบางครั้งเมื่อเหยื่อที่มังกรโคโมโดกัดและทิ้งน้ำลายไว้ในแผล หลบหนีไป มังกรโคโมโดจะติดตามไปเพื่อรอให้เหยื่อตายก่อนจะลงมือกินอีกด้วย เหยื่อของมังกรโคโมโดตามธรรมชาตินั้น มักเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น กวาง หรือวัวควายของชาวบ้าน

มังกรโคโมโดอาจจู่โจมมนุษย์บ้าง แต่มีไม่บ่อยนัก ซึ่งผู้ที่มันจะจู่โจมมักจะเป็นผู้ที่อ่อนแอหรือบาดเจ็บ แต่ในต้นปี พ.ศ. 2552 มีรายงานว่ามังกรโคโมโดได้รุมกัดชายหนุ่มคนหนึ่งจนถึงแก่ชีวิต ขณะที่เขากำลังเก็บผลไม้อยู่

เคยมีกรณีที่มังกรโคโมโดตัวเมียที่สวนสัตว์เชสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 2 ตัว ได้ออกไข่แล้วฟักออกมาเป็นตัวโดยที่ไม่ต้องมีการผสมพันธุ์กับตัวผู้ นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า การสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เพศนั้น (การเกิดโดยไม่ผสมพันธุ์) เกิดขึ้นกับสัตว์มีกระดูกสันหลังราว 70 ชนิด เช่น งูปลาฉลามกิ้งก่า หรือแม้แต่ไก่งวงหรือปลากระเบน แต่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก การให้กำเนิดโดยไม่ใช้เพศผู้ของมังกรโคโมโดนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

ในปัจจุบันนี้มีมังกรโคโมโดจัดเป็นสัตว์ที่มีสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยมีปริมาณเหลืออยู่ราว 4,000 ตัว จากสาเหตุจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะเพิ่มขึ้น เหยื่อของมันถูกล่าจนลดน้อยลง การขยายตัวของกสิกรรมทำลายพื้นที่หากินของมัน อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะถิ่นหรือ endemic

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

ด้วยความใหญ่โตและอุปนิสัยอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้มังกรโคโมโดได้ถูกกล่าวถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากมาย เช่น ภาพยนตร์สัญชาติฮอลลีวูดเรื่อง Komodo ในปี ค.ศ. 1999The Curse of the Komodoในปี ค.ศ. 2004และ Komodo vs King Cobra ในปี ค.ศ. 2005 เป็นต้น

 ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Komodo_dragon_overview_1.png

10 อันดับ กิ้งก่ายอดนิยม

10 อันดับ กิ้งก่ายอดนิยม

10. PHRYNOCEPHALUS

Phrynocephalus

 

9. BROOKESIA MINIMA

Brookesia minima

 

8. PHRYNOSOMA

Phrynosoma

 

7. MOLOCH HORRIDUS

Moloch horridus


6. HYDROSAURUS PUSTULATUS

Hydrosaurus pustulatus

 

5. AMBLYRHYNCHUS CRISTATUS

Amblyrhynchus cristatus

 

4. FLYING GECKO

www.richard-seaman.com

 

3. HELODERMA SUSPECTUM

Heloderma suspectum

 

2. BIPES BIPORUS

Bipes Biporus

 

1. VARANUS KOMODOENSIS

Komodo Dragon

 

ที่มา   http://thaitopten.blogspot.com/2011/11/10_3300.html

10 อันดับ กิ้งก่ายอดนิยม

10 อันดับ กิ้งก่ายอดนิยม

 10. PHRYNOCEPHALUS

Phrynocephalus

 

9. BROOKESIA MINIMA

Brookesia minima

 

8. PHRYNOSOMA

Phrynosoma

 

7. MOLOCH HORRIDUS

Moloch horridus


6. HYDROSAURUS PUSTULATUS

Hydrosaurus pustulatus

 

5. AMBLYRHYNCHUS CRISTATUS

Amblyrhynchus cristatus

 

4. FLYING GECKO

www.richard-seaman.com

 

3. HELODERMA SUSPECTUM

Heloderma suspectum

 

2. BIPES BIPORUS

Bipes Biporus

 

1. VARANUS KOMODOENSIS

Komodo Dragon

 

 

 

 

การดูแลกิ้งก่าคาร์เมเลียน

image

กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนในธรรมชาติที่เป็นที่รู้จักของผู้เลี้ยงในปัจจุบันมีมากกว่า 150 ชนิด และมากกว่าครึ่งมาจากเกาะมาดากัสการimage์ และที่เหลือพบในยุโรปตอนใต้ เอเชียและฮาวาย โดยแหล่งทีอยู่อาศัยของมันในธรรมชาติพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว มีทั้งทะเลทรายซาฮาร่าจนถึงทุ่งหญ้าบนภูเขา หรือในป่าดงดิบก็ยังมีเลยครับ ซึ่งพบที่ทางตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ ทำให้คาร์เมเลี่ยนแต่ละชนิดมีความต้องการพื้นฐานแตกต่างกัน ทางที่ดีก่อนที่เราจะนำมาเลี้ยงควรทำการศึกษาให้ดีเสียก่อนนะครับ

คาร์เมเลี่ยนมีขนาดตั้งแต่ 2 นิ้ว ไปจนถึง 2 ฟุตครึ่ง โดยปกติตัวผู้จะมีสีสันสดใสกว่าตัวเมียและบางชนิดอาจมีโหนกและเขายื่นออกมา ในขณะที่ตัวเมียไม่มี โดยทั่วไปมีอายุเฉลี่ย 1-2 ปี โดยตัวผู้มีอายุยืนยาวกว่า ซึ่งตัวผู้ที่ได้จากการเพาะพันธุ์จะมีอายุถึง 4-5 ปี ส่วนตัวเมียอายุสั้นกว่าเพียง 2-3 ปี เท่านั้น หน้าตาของมันนั้นก็ดูล้ายคล้ายกับลูกไดโนเสาร์ยังไงยังงั้นเลยครับ ซึ่งเหตุผลนี้เองทำให้มันถูกหจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน

คาร์เมเลี่ยนเป็นที่ต้องการของผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักคือ แพนเทอร์ เวลล์ คาร์เพท พาโซนี่ แจ็คสัน มิลเลอร์ เป็นต้น ซึ่งคาร์เมเลี่ยนทุกชนิดมีความต้องการพื้นฐานใกล้เคียงกัน ทั้งในเรื่อง ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เลี้ยงต้องคอยเอาใจใส่ จัดการดูแล คาร์เมเลี่ยนของท่านเองให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอดเวลา

 

การเลือกซื้อคาร์เมเลี่ยนimage

1. ขั้นแรกเลยต้องเลือกชนิดคาร์เมเลี่ยนตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ซื้อ โดยคาร์เมเลี่ยนแต่ละชนิดมีความต้องการแตกต่างกัน ผู้เลี้ยงมีความสามารถในการจัดการดูแลคาร์เมเลี่ยนชนิดไหน ได้ดีที่สุด โดยปัจจัยหลักๆจะอยู่ที่ อุณหภูมิและความชื้น สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่นั้นควรจะเริ่มต้นจาก แพนเทอร์และเวลล์ จะดีที่สุด เนื่องจากเลี้ยงง่ายและทนทานในสภาพแวดล้อมของบ้านเรา ส่วนชนิดอื่นจำเป็นต้องเลี้ยงในห้องแอร์ หรือห้องที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงมักเลือกตามความชอบของตัวเองเสียส่วนใหญ่

2. เลือกคาร์เมเลี่ยนที่สุขภาพแข็งแรงดี ประการนี้ดูยากขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ซื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วกิ้งก่าที่สุขภาพดีจะไม่มีอาการขาดน้ำ ตาไม่ลึกโหล ก็ใช้ได้แล้วครับ ส่วนสีสันนั้นไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ เพราะว่ากิ้งก่านั้นจะเปลี่ยนสีลำตัวได้ตลอดเวลา แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เลี้ยงเองนั้นพบว่ากิ้งก่าก่อนตายจะแสดงสีที่สดและสวยงามที่สุดในชีวิตของมัน อีกอย่างหนึ่งครับ ผิวหนังไม่ควรแห้ง หยาบ แสดงถึงการขาดน้ำด้วยเช่นกัน

3. เลือกกิ้งก่าตัวที่สมบูรณ์ ไม่ผอมจนเห็นซี่โครง ไม่พิการ ควรมีอวัยวะทุกอย่างครบสมบูรณ์ กิ้งก่าที่สุขภาพดีจะกินอาหาร ควรสังเกตที่ท้องไม่ควรคอดกิ่ว

4. กิ้งก่าไม่ควรมีบาดแผล หรือเป็นตุ่ม ตามลำตัว

5. ไม่ควรเลือกกิ้งก่าที่ป่วยหรือเป็นโรค อันนี้สังเกตยากครับ ซึ่งสัตว์ที่ป่วยจะมีสีซีด และมีอาการเซื่องซึม ต้องดูกันดีๆ อาจดูได้จากการเคลื่อนที่ ปีนป่ายของมันว่าดูแข็งแรงหรือเปล่าก็ได้ครับ

การเลือกซื้อนั้นควรใช้เวลาในการเลือกหน่อยก็จะดีครับจะได้สังเกตอาการของกิ้งก่าได้ละเอียดหน่อย เพราะกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมักเกาะตามกิ่งไม้นิ่งๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวเท่าไหร่ เราคงต้องอาศัยดูพฤติกรรมต่างๆของมันเอาครับ หรือหาเพื่อนไปช่วยเลือกก็ดีครับ แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะกิ้งก่าปัจจุบันได้มาจากการเพาะเลี้ยงแล้ว ดังนั้นมันจะมีวามทนทานกว่ากิ้งก่าที่จับมาจากธรรมชาติ และทนทานต่อโรคและความเครียดต่างๆได้ดีครับ

สิ่งที่ควรคำนึงในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนimage

• ต้นไม้ ควรเลือกต้นไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถใส่เข้าไปในที่เลี้ยงได้ โดยมีขนาดกิ่งก้าน พอดีให้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเดิน หรือเกาะได้ เพราะกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ สามารถเพิ่มกิ่งไม้ในแนวนอนของที่เลี้ยงให้กิ้งก่ามีที่สำหรับเดิน ปีนป่ายเพิ่มมากขึ้น

• แสง กรงเลี้ยงที่ดีควรจะสามารถรับแสงแดด หรือมีแหล่งพลังงานแสงติดตั้งภายในกรง เพราะกิ้งก่าจะชอบมาอาบแดดมากๆ ซึ่งสัตว์เลื้อยคลานแทบจะทุกชนิดต้องการรังสีอุลตร้าไวโอเลท เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แคลเซียม ซึ่งจะช่วยให้คาร์เมเลี่ยนมีสุขภาพดี

• อุณหภูมิ ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีที่มีจากหลากหลายทำให้ที่อยู่อาศัยมีอุณหภูมิแตกต่างกัน โดยที่คาร์เมเลี่ยนจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอุณภูมิใหม่ได้ เราควรจัดอุณหภูมิให้เหมาะสมกับชนิดของคาร์เมเลี่ยน ชนิดที่สามารถเลี้ยงได้ในอุณหภูมิในบ้านเรา คือ แพนเทอร์ และ เวลล์ ส่วนที่ต้องการอุณหภูมิเย็นมากๆ คือ แจ็คสัน คาร์เพท เป็นต้น

• น้ำ คาร์เมเลี่ยนจะไม่กินน้ำจากภาชนะ แต่จะกินจากทางหยดน้ำ ที่เกาะตามใบไม้ใบหญ้าเท่านั้น การให้น้ำกับคาร์เมเลี่ยนมี 2 วิธีคือ การสเปรย์น้ำ และการติดตั้งระบบน้ำภายในกรง การสเปรย์น้ำนิยมทำวันละ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด แต่ไม่สามารถใช้ได้กับคาร์เมเลี่ยนชนิดที่ต้องการความชื้นสูง และการติดตั้งระบบน้ำ แม้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่ก็เป็นผลดีในระยะยาว ซึ่งผู้ที่เลี้ยงในปริมาณมากๆหรือในฟาร์มก็นิยมใช้กัน หรืออาจทำได้เองง่ายๆโดยใช้ขวดหรืออะไรก็ได้ที่ใส่น้ำได้ วางไว้ด้านบนสูงกว่ากรงเลี้ยงแล้วต่อเป็นสายยางขนาดเล็กใส่วาล์วปรับให้น้ำค่อยๆหยดลงมาก็ทำได้เช่นกัน และต้องคอยเติมน้ำเมื่อน้ำหมด และยังเพิ่มความชื้นในกรงอีกด้วย

• ความชื้น กิ้งกาคาร์เมเลี่ยนแต่ละชนิดจะต้องการความชื้นไม่เท่ากัน โดยทั่วไปจะต้องการความชื้นประมาณ 50-90 % ซึ่งความชื้นได้มาจาก การให้น้ำกิ้งก่านั้นเอง การสเปรย์น้ำหรือระบบน้ำภายในกรงจะเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มความชื้นในกรงได้เป็นอย่างดี กรณีที่ต้องการความชื้นสูงสามารถเพิ่มได้โดยหาภาชนะใส่น้ำหรือถาดน้ำวางไว้ด้านล่างของกรง หรือจัดกรงให้ส่วนหนึ่งเป็นแอ่งน้ำ ( การจัดตู้เลียนแบบธรรมชาติ ) แล้วใช้สายอากาศจากครื่องปั้มลมขนาดเล็กใส่ลงไปจะช่วยเพิ่มความชื้นในกรงให้สูงขึ้น หรือใช้มอสหรือหญ้าปกคลุมดินไว้อีกชั้นก็ได้เช่นกัน

• การระบายอากาศ กรงที่เลี้ยงควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อให้มีการหมุนเวียนของอากาศภายในกรง เพราะอาจทำให้กรงเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคที่เกิดจากการหมักหมม เนื่องมาจากอากาศไม่ถ่ายเท เป็นผลให้คาร์เมเลี่ยนติดเชื้อ หรือป่วยได้
image
• อาหาร กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนกินอาหารจำพวกแมลง ได้แก่ จิ้งหรีด ตั้กแตน แมลงหวี่ แมลงวัน ผีเสื้อ รวมถึงพวกหนอนต่างๆซึ่งปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยง ทำให้หาซื้อได้ง่าย เช่น หนอนรังไหม หนอนยักษ์ หนอนนก ซึ่งอาหารเหล่านี้ก่อนที่จะนำมาให้กิ้งก่าของเรากินควรเพิ่มคุณค่าทางอาหารโดยการให้ผักและผลไม้ที่มีประโยชน์แก่ แมลงเหล่านี้ก่อนนำไปให้กิ้งก่ากิน ผักผลไม้ที่นิยมนำมาเลี้ยงแมลงเหล่านี้ได้แก่ ส้ม แตงกวา กะหล่ำปลี ผักใบเขียว โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กนำมาวางให้แมลง ( จิ้งหรีด ) กิน ก่อนที่จะนำไปให้คาร์เมเลี่ยนกิน

• วิตามินและแคลเซียม นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้กับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน โดยนำมาคลุกกับวิตามินและแคลเซียม ซึ่งมีขายทั่วไปตามร้านขายสัตว์เลื้อยคลาน แล้วนำมาให้กิ้งก่ากินเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินชนิดน้ำโดยทั่วไปใช้วิตามินรวมสำหรับเด็ก ที่ควรเสริมให้กิ้งก่าโดยตรง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะพ่อแม่พันธุ์ที่ต้องการนำไปเพาะพันธุ์เพื่อให้คาร์เมเลี่ยนสมบูรณ์แข็งแรง

• ความเครียด เกิดได้หลายอย่าง เช่นที่ตั้งกรง คาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่เกิดความเครียดได้ง่าย ดังนั้นบริเวณที่อยู่ของมันควรปราศจากเสียงดัง หรือความวุ่นวาย ควรเลือกหามุมที่สงบๆและร่มรื่นจะช่วยให้คารืเมเลี่ยนมีสุขภาพที่ดี หรือการจับมาเล่นบ่อยๆก็ทำให้กิ้งก่าเครียดได้ง่าย หรือการอยู่รวมกันหลายตัวก็ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน เพราะคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่รักสันโดษ มักไม่ค่อยชอบอยู่รวมกับตัวอื่น ซึ่งเราต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของคาร์เมเลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ

            หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือผู้ที่เริ่มต้นเลี้ยงได้บ้าง ซึ่งผมเองก็อาศัยเก็บเล็กผสมน้อย สอบถามจากผู้รู้ท่านอื่นๆ และประสบการณ์การเลี้ยงของตัวเอง ซึ่งก็หวังจะให้เพื่อนๆท่านอื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้างนะครับ

ที่มา  http://video.mthai.com/forum/topic/280727

สายพันธุ์กิ้งก่า

กิ้งก่า สายพันธุ์แปลกๆ

 คามิเลี่ยน 2 ตัวเล็กๆ มาจากจตุจักร วันนี้หนุ่มก็นัดกับหมู(ญาติผู้น้อง) อีกครั้ง เพื่อไปซื้อจิ้งหรีดตัวน้อยมาให้ลูกรักทั้งสองตัว เพราะถ้าจิ้งหรีดตัวใหญ่เกินไป
เจ้าคามิเลี่ยนน้อยก็กินบ่ได้ กินได้ แต่ปากจะเป็นแผล แล้วคราวนี้ก็กินอะไรไม่ได้อีก ก็ป่วย
แล้วก็อาจจะตายได้ ลำบ๊าก ลำบาก ยังจะเลี้ยงกันอีกสภาพกรงแสนร่มรื่ม

ภายในกรง

สรุปเลยต้องไปจตุจักรทุกอาทิตย์ เพื่อซื้อจิ้งหรีดให้พอดิบพอดีกับขนาดปากน้อยๆ ของลูกรัก

ยังไม่หน่ำใจพอ วันนี้ก็เลยสร้างความลำบากใ้ห้มากขึ้นไปอีก คราวนี้ซื้อตัวใหม่ เป็นพันธุ์ Rhampholeon brevicaudatus หน้าตาเหมือน คาิมิเลี่ยนทุกประการ แต่ไม่มีหาง แล้วก็ตัวเล็กมาก ถึงมากที่สุด
หมูบอกว่า เล็กที่สุดในโลก จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขอคอมเฟิร์มว่า โค ตะ ระ เล็ก
ไอ้ด้วยความเล็กของมัน มันก็ต้องรับประทานจิ้งหรีดโครตเล็กเท่านั่น
หมูเรียกว่า จิ้งหรีดฝอย คือ จิ้งหรีดเพิ่งเกิดนั่นเอง

นี่แหละ โฉมหน้าจิ้งหรีดน้อย ก่อนเลี้ยงต้องโรยผงแคลเซียมลงบนตัวน้องจิ้งหรีดก่อน วุ่นวายน่าดู

จากรูปที่เห็นเี่นี่ย เพิ่งเกิดไม่นาน โตเต็มที่ประมาณ 3 นิ้ว ตัวแค่นี้แหละ จิ๋วเหลือเกิน จะตายไหมเนี่ย

ดูขนาดเอาเอง เทียบกับขนาดนิ้วคนให้ดู

ภาพจากเว็บไซด์ตอนโตเต็มที่

ภาพจากเว็บไซด์ในแต่ละช่วงอายุ

ยัง ยัง ยังไม่หมด ยังมีอีก น้องใหม่อีกตัว เป็นพันธุ์ Bread Dargon ตัวนี้ ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ หลายคนอาจจะเคยเห็นตามจตุจักร หมูบอกว่า พันธุ์นี้เลี้ยงง่าย แล้วก็เพาะง่ายด้วย กินจิ้งหรีดเหมือนกัน บนหน้ามีหนาม แต่ก็ไม่แข็งมาก จับได้ เชื่องดี สีส้ม สดใส เห็นครั้งแรกกลัว แต่ดูไปดูมา
มันก็น่ารักดีเหมือนกัน แต่ตัวนี้ หมูจะเอาไปเลี้ยงที่บ้าน ไม่ทิ้งไว้บ้านเรา

ยัง ยัง ยังมีอีก ตัวนี้ คามิเลี่ยนเหมือนเดิม แต่ตัวใหม่ ใหญ่กว่าเดิม สีเขียวสดใส
ตัวนี้หมูก็เอากลับบ้านเหมือนกัน เอามาให้ยลโยมเล่นๆ เฉยๆ

เป็นไงหน้าเหมือนอุลตร้าแมนไหม